เทศน์บนศาลา

ธรรมพกลม

๔ ส.ค. ๒๕๖๗

ธรรมพกลม

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

เทศน์บนศาลา วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๗

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ตั้งใจฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่ออะไร

ฟังธรรม ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ไง

คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ มันได้แต่เรื่องของร่างกายนี้ แล้วจิตใจ จิตใจก็รับรู้เฉพาะอายตนะร่างกายของเรานี้ แล้วเวลากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันครอบงำๆ มันครอบงำหัวใจของคนไง

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้กำจัดกิเลส ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้เท่าทันกิเลส ฟังธรรมๆ ให้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

ถ้าไม่มีการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ตรัสรู้ ปรินิพพาน สมบูรณ์แบบในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราฟังธรรมๆ ถ้าฟังธรรมทางโลกมันก็เป็นการเล่านิทาน

การเล่านิทาน การเล่านิทานมันเป็นประเพณีวัฒนธรรม ถ้ามันเป็นประเพณีวัฒนธรรม นี่ความเชื่อ ความเชื่อในพระพุทธศาสนา บางทีเราคิดไม่ถึงนะว่าในพระพุทธศาสนาเขามีความเชื่อของเขาอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าความเชื่อของเขาอย่างนั้น ดูอย่างฝ่ายมหายาน เวลาพระพุทธรูป พระพุทธรูปที่เขากราบไหว้บูชากัน ไปเห็นก็คิดว่าเขากลั่นแกล้ง แต่ความจริงไม่ใช่

พระพุทธรูปเขามีผู้หญิงกอดไว้เลย เขาเป็นการยืนยันว่าเขาไม่มีกามราคะ แม้แต่ผู้หญิงกอดองค์พระพุทธรูปนั้น กอดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีกามราคะ ผูกกามราคะในใจของเขาไม่ได้

นี่พูดถึง แต่เวลาเราไปรู้ไปเห็นเข้า มันเป็นการลบหลู่

เวลาเถรวาท เถรวาทเราไปเห็นมันเป็นการลบหลู่ ถ้าเป็นการลบหลู่แล้ว เราก็ตีโพยตีพายไง แต่เราไม่รู้หรอกว่ามหายานเขามีนิกายที่มีความเชื่ออย่างนั้น แล้วเขาภูมิใจในความเชื่อของเขาอย่างนั้น แล้วเขาทำด้วยเป็นการประกาศว่าเขามีธรรม

แต่ในเถรวาทของเรา เวลาหล่อพระๆ พระพุทธรูปปางอะไร เวลาฟังสิ่งใดก็แล้วแต่ มันจะมีเหตุการณ์ในครั้งสมัยพุทธกาลที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงกิริยาอย่างนั้น เรามาปั้นเป็นพระพุทธรูปอย่างนั้น นี่พูดถึงความเชื่อไง

แต่ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ ถ้าฟังธรรมเพื่อหัวใจดวงนี้ เห็นไหม หวานเป็นลม ขมเป็นยา

เวลาเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขม แต่มันปราบปรามกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของคน

แล้วถ้าฝึกหัดๆ ขึ้นมา ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาถ้าไม่มีอำนาจวาสนาขึ้นมาก็อยากจะฟังกิเลส มันไม่ฟังธรรมหรอก

ฟังธรรมๆ นี่ขมเป็นยา ขมเป็นยา สติ สมาธิ ปัญญา

เวลาคน เวลาประเพณีวัฒนธรรมขอศีลๆ ก็รับศีล ๔ สุราเมรัยเว้นไว้ก่อน มันก็ต่อรองไป นี่กิเลสมันเข้ามามีอำนาจในหัวใจของชาวพุทธ

แต่ถ้าเรามีอำนาจวาสนาของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ฟังธรรมๆ ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้หน้ากิเลสทั้งนั้น เวลาชี้หน้ากิเลส เห็นไหม

เวลามารมันมีอำนาจในหัวใจของคน มืดมนอนธกาลในหัวใจของตนแล้วกันแหละ มันไม่เชื่อๆ สิ่งใดทั้งสิ้น แล้วถ้าไม่เชื่อสิ่งใดทั้งสิ้น ความรู้สึกนึกคิด มโนกรรม มโนกรรมมันอยู่ในหัวใจดวงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงธรรมมากน้อยขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาโปรดสัตว์ๆ เขาก็รู้ก็เห็นของเขา แต่เขาไม่สนใจ

เห็นไหม เวลากิเลสในหัวใจของคนมันมืดมนขนาดนั้น ถ้ามันมืดมนขนาดนั้น ถ้าฟังธรรมๆ มันจะฟังไหม ถ้าฟังธรรมๆ มันก็เหมือนเรานี่ไง

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เวลากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เข้าไปวัดไปวาขึ้นมา ไปจำศีลฟังธรรม ฟังธรรมๆ ถ้าฟังธรรมๆ ของเขาก็ฟังธรรมตามประเพณีวัฒนธรรม ฟังธรรมๆ สาธุ ได้บุญได้กุศลไง ได้บุญกุศลด้วยกิริยา ด้วยการกระทำอย่างนั้น

แต่ถ้าเราฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อวิชชา เจ้าวัฏจักร

เพราะอวิชชา ทำไมถึงเป็นอวิชชาล่ะ

อวิชชาก็อยู่นี่ไง ฟังธรรมๆ ไม่รู้เรื่องอยู่นี่ไง ฟังธรรม ฟังธรรมมันติเตียนกิเลสในหัวใจของตน กิเลสมันบิดมันพลิ้ว มันไม่พอใจของมัน สิ่งใด ไม่มีสิ่งใดถูกต้องเลย ผิดทั้งนั้นน่ะ

เวลาหลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง ท่านบอก อะไรมันผิดก็ไปทั้งนั้นน่ะ ผิดทั้งนั้นน่ะ สุดท้ายแล้วเวลาท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านขึ้นมานะ เออ! ผิดจริงๆ ผิดเพราะอวิชชานี่ไง ผิดเพราะมันไม่รู้ ไม่รู้หรอก

ทำไปนั่นเป็นพิธีนะ ข้อวัตรปฏิบัตินี่ ข้อวัตรปฏิบัติมันเป็นพิธีกรรม แต่พิธีกรรมอย่างนี้มันเป็นศีลเป็นธรรม มันเป็นกิจของสงฆ์ มันเป็นธรรมและวินัย ถ้าเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ฟังธรรมมันขัดมันแย้งกับกิเลสในหัวใจของคนทั้งสิ้น นั่นแค่กิริยานะ วิธีการไง วิธีการประพฤติปฏิบัติ แล้วก็เอาวิธีการนั้นว่ามันถูกต้องหรือมันชอบธรรม แล้วก็เกาะติดอยู่นั่นน่ะ กลายเป็นตุ๊กแก มันเกาะติดอยู่พิธีกรรมนั่นแหละ

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น บอกว่า ผิด ผิดเพราะอวิชชา ผิดเพราะไม่รู้ ผิดเพราะมาร

ผิด จะหันซ้ายหันขวาผิดทั้งนั้นน่ะ แต่ท่านบอกนะ เวลาอยู่ด้วยกันเหมือนพ่อกับลูก ท่านมีเมตตามาก

หลวงปู่มั่นเป่ากระหม่อมเรามาๆ นะ

เวลาพูดถึงความเป็นอยู่ อาลัยอาวรณ์ มีความผูกพัน มีความรักความใคร่ เพราะว่าคนดี คนดีก็คบคนดีไง แต่คนดีๆ มันมีอวิชชา มันมีกิเลสไง แต่หลวงปู่มั่นไม่มี ถ้าหลวงปู่มั่นไม่มีเพราะอะไร เพราะหลวงปู่มั่นได้ชำระล้างกิเลสไปแล้วทั้งสิ้นไง

ท่านบอกว่า ถ้าอยู่ด้วยกันด้วยความสังคม โอ้โฮ! รักกันอย่างกับพ่อกับลูก แต่พูดธรรมะไม่ได้นะ ถ้าพูดธรรมะเปรี้ยงเลย เพราะหลวงปู่มั่นท่านชำระล้างกิเลสสิ้นไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ลูกหาเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติขึ้นไปไง มันจะเหมือนกันได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ พอมันเป็นไปไม่ได้นะ ถ้าพูดถึงธรรมะหงายท้องทุกที

ท่านบอกว่า ถ้าพูดกันในเรื่องความเป็นอยู่ พูดกันเรื่องสังคม โอ้โฮ! เมตตาของท่าน ท่านเมตตาเหมือนลูกเหมือนหลานนะ แต่ถ้าพูดธรรมะนี่หงายท้องทุกที ผิดทั้งนั้น ผิดหมด

เพราะอะไร

เพราะมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากอยู่ในหัวใจของตน ถ้ามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากในหัวใจของตน กิเลสนั้นน่ะมันร้ายนัก กิเลสมันซุกมันซ่อนอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกนั้น แล้วสัตว์โลกนั้นไม่รู้จักมันหรอก ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น

ถ้าฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็ขัดมันก็แย้งไง ผิดหมด อะไรก็ผิด

ผิดทั้งนั้นน่ะ ผิดเพราะทำไม่เป็น

แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ เรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนา แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ถ้ามันเป็นจริงเป็นจัง จะมากน้อยขนาดไหน มันก็ให้เป็นอุดมการณ์ของเรา ให้เป็นประสบการณ์ของชีวิต

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ เป็นพระปฏิบัติไง ขอให้ได้ทำความสงบของใจสักครั้งสองครั้งนั่นน่ะ ได้ครั้งเดียวก็ว่าเก่งนักหนาแล้วล่ะ ถ้าจิตมันลงเป็นสัมมาสมาธิได้นะ มันจะฝังใจไปตลอดเลยล่ะ มันเป็นความมหัศจรรย์ของจิตดวงนี้ไง แล้วมันไม่มีการซื้อการขายที่ไหนทั้งสิ้น ไม่มีร้านค้าที่ไหนจะขายสมาธิ ไม่มี

แต่เวลาฝึกหัด ฝึกหัดในสำนักปฏิบัติทั่วไป ปฏิบัติแล้วมันจะบรรลุธรรมๆ

บรรลุธรรมตรงไหน มันจะบรรลุธรรมอย่างไร

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จะบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นรู้

นี่ไง ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

ศีล สมาธิ ปัญญา

เวลาฟังธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เทฺวเม ภิกฺขเว ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค

ทำตนให้ลำบากเปล่า สิ่งนี้มันก็ไม่ถูกต้อง ไอ้ความติดสุขขึ้นมาโดยว่ากามสุขัลลิกานุโยคไง มันมีความสุข มันมีความสบาย เทฺวเม ภิกฺขเว ทาง ๒ ส่วนไม่ควรเสพ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้แล้ว ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มัคโค ทางอันเอกไง

ทางอันเอกคืออะไร

คือมรรค ๘

ถ้ามรรค ๘ ขึ้นมา ดำริชอบ

ชอบในอะไร ศรัทธาความเชื่อมันก็เชื่ออยู่แล้ว แล้วดำริชอบ ชอบตรงไหน

ชอบตรงฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

มันชอบ ชอบอย่างไร ทำอะไรก็ผิดหมดๆ เพราะมันมีอวิชชาไง อวิชชาทำอะไรถูกต้องบ้างล่ะ

ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราได้มาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระ เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ

เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง เวลาเป็นประเพณีวัฒนธรรมมันก็เรื่องของสังคม เรื่องของโลกของเขา อันนั้นมันก็เป็นความดีงามนะ เราเห็นคนที่ทำคุณงามความดีมันเป็นความดีทั้งสิ้น ถ้าความดีนั้นมันเป็นความดีของผู้ที่กระทำนั้น เจตนาที่ดีไง

สิ่งที่ว่าเป็นบุญเป็นกุศลมันอยู่ที่เจตนาของคน ถ้าเจตนาของคนที่ยิ่งใหญ่ บุญกุศลมันสะอาดบริสุทธิ์ไง ถ้าเจตนาของคนทำดีแล้วติดดี ทำดีแล้วอยากได้ดี ทำดีต่างๆ มันทุกข์มันร้อนไปทั้งสิ้นไง นี่มันเป็นประเพณีวัฒนธรรม มันเป็นเรื่องของคนดีไง เป็นเรื่องของคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่มีอำนาจวาสนา เพราะเราเกิดมาเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่อาศัย

คนที่ว้าเหว่ คนที่ว่าไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะศาสนานี้เป็นยาเสพติด ศาสนานี้เป็นของครึของล้าสมัย นับถือแต่วิทยาศาสตร์ นับถือแต่เทคโนโลยีที่มันอำนวยความสะดวกแก่ชีวิตไง คุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิตที่ดีงามไง

คุณภาพชีวิตที่ดีงาม แล้วมันมีอะไรติดหัวใจนั้นไป

ว่างเปล่า

แต่ถ้ามันเป็นธรรมๆ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไง ถ้าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะทำคุณงามความดีของเรา

ทำความดีได้มากได้น้อยขนาดไหน มันก็เป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวพุทธที่เราเกิดมาแล้ว เห็นไหม เขตอภัยทาน การให้ทานต่อกัน การมีน้ำใจต่อกัน

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ผู้ที่บวชแล้วเป็นบัณฑิต บัณฑิตผู้บริหารทิศ ทิศเบื้องบนเป็นครูบาอาจารย์ ทิศเบื้องหน้าเป็นพ่อแม่ไง ทิศเบื้องซ้ายเบื้องขวาเป็นมิตรเป็นสหาย การบริหารทิศคือบัณฑิต

ถ้าเราศึกษาแล้ว เราบวชแล้ว เรามีการศึกษาขึ้นมา นี่เป็นคนสุก สุกเพราะอะไร สุกเพราะเข้าใจในการดำเนินชีวิต สุกเพราะเราจะรักษาชีวิตของเรา สึกหาลาเพศไปก็มีครอบครัวไง ให้เป็นผู้นำในครอบครัว วัฒนธรรมของชาวพุทธไง ก็ส่งต่อกันไปไง ใครมีลูกมีหลานให้บวชพระ ให้บวชเณร ให้ฝึกหัดปฏิบัติ ก็ให้เขาเป็นคนดี ดีในประเพณีวัฒนธรรม นี่พูดถึงว่าถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา

แต่เวลาจะประพฤติปฏิบัตินั้นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ ถ้าจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม อะไรๆ ก็ผิดหมดล่ะ มันผิดเพราะอะไรล่ะ

มันผิดเพราะมันจะฟังกิเลส มันไม่ฟังธรรม

ฟังกิเลส ฟังกิเลสเพราะอะไร

เราจะประพฤติปฏิบัติ เราจะบรรลุธรรม เราปฏิบัติแล้วเราจะเข้าสู่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เราประพฤติปฏิบัติแล้วจะบรรลุธรรมเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป นี่มันฟังกิเลสไง กิเลสมันปากหวาน เวลากิเลส นี่ลมปาก เวลาลมปากของมัน มันก็ยกยอปอปั้นไง จะประพฤติปฏิบัติสิ่งใดก็แล้วมันจะสมเหตุสมผล มันจะมีอำนาจวาสนา ปฏิบัติแล้วนะ

จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก คิดดี มันก็จะทำคุณงามความดี แล้วทำคุณงามความดีด้วยถ้ามีสัจจะความจริง มันมีอุดมการณ์ มันมีสัจจะมีความจริง มันจะแสวงหาความจริงในใจของตน

ถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนา คิดดี คิดดีแล้วคิดว่ามันจะเป็นความดี แล้วเป็นความดีตรงไหนล่ะ ดีอย่างไรล่ะ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แล้วมันสมควรไหม เพราะมันฟังกิเลสไง กิเลสมันปากหวาน มันมีลมปากไง

เวลาปากหวาน มันก็พกลมไง เวลากิเลสมันโกหก เวลาธรรมะมันเป็นธรรมพกลม มันมีแต่ลมปาก มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันไม่มีอะไรเป็นสัจจะเป็นความจริงเลย นี่ถ้ามันฟังกิเลส

ถ้ามันฟังธรรมๆ ไง ฟังธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม

สิ่งที่ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราก็ศึกษาพระไตรปิฎก ศึกษาธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยศึกษาโดยกิเลส โดยอวิชชา โดยความไม่รู้ ทำอะไรก็ผิดหมดๆ ทั้งๆ ที่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางแนวทางในการประพฤติปฏิบัติไว้กว้างขวาง กรรมฐาน ๔๐ ห้อง การกระทำความสงบ ๔๐ วิธีการ เวลาการทำความสงบ ๔๐ วิธีการ ทำอย่างไรก็ได้ให้มันตรงกับจริต ตรงกับนิสัย ทำแล้วมันจะมีความสุขความสงบของมันไง นี่เพราะอะไร เพราะเราฟังธรรมไง ฟังธรรมๆ แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นความจริงไง

แต่ถ้าฟังกิเลสไง กิเลสมันปากหวาน มันมีแต่ลมปาก สมาธิมันมีอยู่ดั้งเดิม สมาธิมันมีอยู่แล้ว เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สมาธิมันก็ทำได้แล้ว มันมีอยู่แล้ว

อยู่ไหน อยู่ที่ไหน

ถ้ามันอยู่ มันมีความปกติสุข สมาธิคือความปกติสุข จิตมันสงบระงับเข้ามา ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามามันก็เห็นแล้ว กายกับใจมันแตกต่างกัน

เวลาเรื่องร่างกาย การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ คำว่า อริยทรัพย์” นะ เพราะมีกายกับใจ ถ้าร่างกาย ดูคนเกิดสิ เกิดด้วยบุญด้วยกุศล อาการ ๓๒ สมบูรณ์แบบ แต่เรื่องพันธุกรรมของจิตนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลาคนที่มีบาปมีกรรมของเขา เขาเกิดมาพิการของเขา เห็นไหม

นี่เวลาเกิด การเกิดเป็นอริยทรัพย์มีกายกับใจๆ

แล้วถ้าหัวใจที่มันยิ่งใหญ่นะ อภิชาตบุตร บุตรที่ดีกว่าพ่อดีกว่าแม่ พ่อแม่มีสถานะขนาดไหน บุตรนั้นจะมีอำนาจวาสนา จะบริหารจัดการขึ้นมาให้เป็นสิ่งที่ดีงาม แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา จะเปิดตา เปิดตา เปิดจักขุญาณ เปิดหัวใจของพ่อของแม่ ของญาติพี่น้อง เปิดตาของพ่อของแม่ ทำบุญทำกุศล แล้วฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เห็นไหม

กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ถ้ามีบุญมีกุศล จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ มันเกิดภพชาติต่อๆ ไป มันส่งเสริมกันต่อไป เห็นไหม แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อดีตอนาคต แก้กิเลสไม่ได้

ถ้ามันจะแก้กิเลสนะ ทำความสงบของใจของเราเข้ามา

เราฟังธรรม ถ้าฟังธรรมนะ ศีล สมาธิ ปัญญา

มีศีล มีรั้วรอบขอบชิด ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาได้มีสมาธิ ถ้าเกิดมีปัญญา ปัญญาอะไร ปัญญาอย่างใด ปัญญาขนาดไหน

ถ้ามีปัญญาๆ ปัญญามันรู้เท่านะ ถ้าจิตสงบแล้วมันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง นี่มันเห็นกิเลส แล้วถ้าเห็นกิเลส จะเอาอะไรไปสู้มัน

เวลาเจอข้าศึก ข้าศึกเขามีอาวุธพร้อม แล้วถ้ากิเลสตัณหาความทะยานอยากมันไม่ใช่มีอาวุธธรรมดานะ มันมีเล่ห์มีกล มันมีการเมือง มันหลอกมันล่อ มันซับมันซ้อน

แล้วโง่ๆ เซ่อๆ อย่างนี้

ธรรมะพกลม มันมีแต่ลมปาก มันเลยว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือไม่มีอาวุธ ไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญาที่จะเข้าไปต่อกรกับกิเลสในหัวใจของตนเลย

ฟังธรรมๆ นะ ฟังธรรมน่ะยาขม มันขัดอกขัดใจ มันขัดแย้งไปทั้งนั้นเลย ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไอ้ที่ไม่ได้ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ท่านเมตตาพวกปุถุชนคนหนา พวกคนหนามันหนา มันหยาบช้า หนาไปด้วยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก ความมืดมนโดยความไม่รู้สึกตัวเลย ตัวเองมีอวิชชา มีพญามารในหัวใจของตน มันครอบงำ มันย่ำยี มันทำลายมากี่ภพกี่ชาติ แล้วมันก็ครอบงำอยู่อย่างนั้น

เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะคิดสิ่งใด จะทำสิ่งใด สิ่งนี้คิดผิด สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง สิ่งนี้ไม่ควรย้ำคิดย้ำทำ

นี่เพราะเราแยกไม่ได้ เราแยกไม่ถูกเองว่าอะไรผิด อะไรถูก แล้วควรคิดอย่างใด ควรทำอย่างใด ควรคิดอย่างใด ควรทำอย่างใด ก็คิด ก็ทำตามกิเลสที่มันยุมันแยง มันโกหกมดเท็จ เพราะไม่รู้ว่าเป็นกิเลสไง เพราะไม่เห็นกิเลสไง เพราะไม่เข้าใจกิเลสไง คิดว่าสิ่งนี้เป็นธรรมไง เพราะไปฟังกิเลสไง มันไม่ฟังธรรม

ฟังธรรมๆ นี้ยิ่งใหญ่มาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เสวยวิมุตติสุขๆ แล้วจะอบรมบ่มเพาะ จะสอนใครได้หนอ ใครจะมีอำนาจวาสนาได้ขนาดนี้ ถึงที่สุดแล้วเล็งญาณๆ ไปเอาปัญจวัคคีย์ก่อน แสดงธรรมครั้งแรก เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ

ไอ้ที่กิเลสมันอบรมบ่มเพาะนั่นน่ะ ให้สุขให้สบาย จิตว่างๆ บรรลุธรรม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกเลย กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค ทางสองส่วนห้ามเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ

เวลาแสดงธรรมครั้งแรก พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกได้พระสงฆ์หนึ่งองค์

ฟังธรรมๆ ไง ธรรมครั้งแรกที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม อริยสงฆ์เกิดขึ้นมาในโลกองค์แรก มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์สมบูรณ์แบบ มีรัตนตรัย 

พระสงฆ์ๆ พระสงฆ์ก็เรานี่ บุคคล มนุษย์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อยากบวชพระๆ ก็สมมุติสงฆ์ บวชโดยพิธีกรรม ก็พิธีกรรม วัฒนธรรมประเพณี นี่พิธีกรรม เราบวชพระๆ ก็บวชด้วยพิธีกรรม ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย ถูกต้องชอบธรรมตามพระพุทธศาสนา แต่สมมุติสงฆ์ไง

ถ้าเราจะฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าเรามีอำนาจวาสนาขึ้นมา ฟังธรรมๆ ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติแล้ว เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ธรรมและวินัย

นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ นั่นล่ะ เพราะถ้าได้มันก็ฟังกิเลสไง ถ้าได้ๆ ก็มันได้อยู่ ก็มันเชื่อกิเลสไง ก็กิเลสทำอยู่อย่างนั้นไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามเลย ทางสองส่วน ไอ้ความสุข ไอ้ความสบาย ปฏิบัติแล้วมันจะชอบธรรมดีงามนั่นน่ะ ห้ามเด็ดขาด

อัตตกิลมถานุโยค เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกประพฤติปฏิบัติอยู่ ๖ ปี ทุกรกิริยาในพราหมณ์เขาทำกันขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทำมาแล้ว

นี่ไง เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่ทางสายกลางในพระพุทธสาศนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ความชอบธรรม

ความชอบธรรมอย่างนี้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างบุญกุศลมา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย มันถึงมีสัจจะมีความจริงในหัวใจดวงนั้น

แล้วถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่มีอำนาจวาสนา เราจะไม่มีโอกาสได้นับถือพระพุทธศาสนา ถ้านับถือพระพุทธศาสนาแล้วนะ ให้เป็นมงคลชีวิต

เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นแก้วสารพัดนึก เป็นที่พึ่งที่อาศัย ที่พึ่งที่อาศัยนะ ถ้ามันว้าเหว่ ถ้ามันมีความทุกข์ความยาก เราใช้ปัญญาอบรมสมาธิไง เราตรึกในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ มันชื่นบาน มันวางหมดเลย เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ

คำว่า ธรรมดานะ เพราะสรรพสิ่งในโลกเป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ มันมีสิ่งใดบ้างที่คงที่ตายตัว สิ่งใดบ้างที่มันจะอยู่ค้ำฟ้า

มันไม่มีสิ่งใดคงที่ตายตัว เราก็รู้อยู่แล้ว เพราะเราก็เห็นกับหูกับตา แต่เราเห็นแล้ว เห็นไหม ฟังกิเลสไง เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา คนอื่นเจ็บไข้ได้ป่วย คนอื่นจะเกิดจะตาย มันก็เรื่องของเขา มันไม่สะเทือนเราเลย แต่เวลาถ้ามันญาติพี่น้องคนใกล้ชิดเรานะ มันชักมีความรู้สึกแล้ว แต่ตัวเราเองเจ็บไข้ได้ป่วยล่ะ ตัวเองกำลังจะตาย

เวลาเกิด เกิดมาด้วยอวิชชา เกิดมาด้วยความไม่รู้ ไม่รู้นั่นน่ะเกิด ผ่านช่องแคบนั้นมาถึงได้อุแว้ๆ กันเป็นมนุษย์ขึ้นมาไง แล้วเกิดมาแล้วเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่เห็นข้างนอกนู่น อยู่ไกล ไม่ถึงตัวเราสักที ผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอดเวลาไง

แต่ถ้ามันเป็นความจริงความจังขึ้นมา ถ้าจะฝึกหัดปฏิบัติ นี่เรามีอำนาจวาสนาไง

นั่นเป็นประเพณีวัฒนธรรม แล้วกิเลสมันก็พลิกมันก็แพลง มันก็ทำให้เราเชื่ออยู่อย่างนั้น ให้เราลูบๆ คลำๆ อยู่อย่างนั้น ให้มันอยู่ข้างนอกอย่างนั้นน่ะ นี่ฟังกิเลส กิเลสมันยุมันแหย่ กิเลสมันปลิ้นมันปล้อน ไปหมด

เพราะไม่เห็นกิเลส ถึงไม่รู้จักกิเลส ไม่เห็นกิเลส แล้วมาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้กิเลสมันจูงจมูกไป กิเลสมันโกหกมดเท็จ เพราะไม่เห็นมัน ธรรมะก็เลยว่างเปล่าไง ธรรมพกลม ลมปาก กิเลสปากหวาน เวลากิเลสมันปลิ้นมันปล้อน เชื่อ เชื่อ

แต่เวลาเมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ข้อวัตรปฏิบัติ ห้าม ห้าม ห้าม ห้ามทำอย่างนั้น การบวชพระห้ามใช้ชีวิตแบบฆราวาส

ฆราวาส ฆราวาสธรรม ธรรมของฆราวาส ศีล ๘ เวลาทำสิ่งใด เขาก็อยู่ของเขาโดยความปกติสุขของเขา เวลาเราบวชเป็นพระศีล ๒๒๗ เวลาสวดปาติโมกข์ ชาตรูปรชตํ อุคฺคณฺเหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา ภิกษุห้ามหยิบเงินหยิบทอง ภิกษุห้ามซื้อห้ามขาย ภิกษุห้ามต่อรองราคา ห้ามทั้งนั้นเลย ห้ามเพราะอะไร

เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บวชเป็นพระแล้วเป็นสมมุติสงฆ์ แล้วถ้าจะฝึกหัด เราก็ใช้ชีวิตต่างจากเขาไง ถ้าเราใช้ชีวิตต่างจากเขาแล้ว มาบวชเป็นพระแล้ว ศีล ๒๒๗ แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาอีกด้วย ถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันต้องมีข้อวัตรปฏิบัติ คำว่า ข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา เห็นไหม เพราะศีล ๒๒๗ แล้วทำอย่างไรต่อไปล่ะ

เวลาศีล ๕ ไง ศีล ๕ ต้องมีธรรม ๕ ศีล ๕ คือเราไม่ผิดศีล ๕ แล้วทำอะไรต่อล่ะ ถ้าไม่ทำอะไร ไม่ผิดศีล แล้วธรรม ๕ ล่ะ ไม่ฆ่าสัตว์ มันก็ต้องมีเมตตาสัตว์ ไม่ลักของเขา เรามีสิ่งใดเราก็เจือจานเขา กาเมสุมิจฉาจารฯ ไม่ผิดในกาม ในครอบครัวของใคร ไม่พูดปดมดเท็จ ไม่ดื่มสุราเมรัย นี่ศีล ๕ มีธรรม ๕

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ศีล ๒๒๗ แล้วศีล ๒๒๗ แล้วข้อวัตรปฏิบัติล่ะ ศีล ๒๒๗ แล้วเป็นพระอรหันต์เลยใช่ไหม บวชแล้วศีล ๒๒๗ เป็นพระแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์เลย ไม่มี เพราะมันเป็นสมมุติสงฆ์ มันเป็นพิธี วิธีบวชพระ บวชพระๆ มันบวชที่ร่างกายนี้ไง มันบวชที่ประเพณีวัฒนธรรมไง มันบวชถูกต้องในพระพุทธศาสนาไง เพราะเราเกิดมาเรามีอวิชชา เรามีพญามาร แต่ด้วยศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เราถึงมาบวชพระ พอบวชพระขึ้นมาแล้ว แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติไง ศีล ๒๒๗

แล้วธรรมล่ะ

ศีล ธรรม

ศีลคือนิติศาสตร์ คือกฎหมาย คือแนวทาง

ธรรม ฟังธรรมๆ ไง

ถ้าฟังธรรมขึ้นมา มันถึงเห็นความแตกต่างไง เห็นความแตกต่างที่ว่าฟังกิเลสนะ ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ โอ๋ย! มันทุกข์มากเลย ทำอะไรก็ไม่ได้ ถ้าทำ มันก็ทำลงไปในช่องทางของกิเลส ทำลงไปโดยความคุ้นเคย ทำเพราะทำอยู่อย่างนั้น เราเลยไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มีสติ ให้มีสมาธิ ให้มีปัญญา

ไม่ใช่ธรรมพกลม มีแต่ลมปาก

สติๆ มันก็ชื่อทั้งนั้นน่ะ สมาธิๆ ว่างๆ ตามความพอใจของตน แล้วมันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาไหม ปัญญาๆ ปัญญาก็ศึกษาค้นคว้า มันก็เป็นโลกีย์ปัญญา ปัญญาเกิดจากจินตนาการ ปัญญาเกิดจากโลก ปัญญา แล้วเวลามันคิดอะไรได้มันมหัศจรรย์

ธรรมพกลม มันเป็นความว่างเปล่า ลมปาก ปากหวาน ปากกิเลส

เพราะอะไร

เพราะกิเลสมันโกหก ธรรมที่ว่าเป็นธรรมๆ มันเลยพกลม มันเลยเป็นลมปาก แล้วมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันล่ะ ในหัวใจมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่มันจะยับยั้งกิเลสได้บ้าง สติที่เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกมันอยู่ไหน แล้วถ้าสติมันเท่าทันแล้ว เราจะมีคำบริกรรม เพราะไม่นวกรรม ไม่มีการกระทำ จิตมันสงบเข้ามาได้อย่างไร

สิ่งที่ว่าอารมณ์ความรู้สึกมันเกิดจากจิต มันไม่ใช่จิต แล้วถ้าไม่ใช่จิตแล้ว ถ้าจิตมันจะสงบ มันสงบเพราะอะไร จิตมันสงบเพราะมีคำบริกรรม มีการกระทำ มันไม่ใช่พกลม มีแต่ลมปาก มีแต่ความว่างเปล่า แล้วความจริงมันอยู่ไหน

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก เราผู้ชี้ทางเท่านั้น

มันไม่มีใครจะสอดแทรกเข้าไปบังคับให้เรามีความรู้สึกนึกคิดตามให้เข้าสู่สัจธรรมโดยการบังคับ โดยทำให้มันเป็นไปโดยพิธีกรรม ไม่มี มันเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร เป็นไปไม่ได้ว่า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่เป็นนามธรรม เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ อุบัติ เกิดในไข่ ในครรภ์ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ กำเนิด ๔

เวลากำเนิดแล้ว อาหาร ๔ กวฬิงการาหาร มนุษย์ วิญญาณาหาร เทวดา เวลาผัสสาหาร พรหม มโนสัญเจตนาหาร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม มโนวิญฺญาเณปิ นิพฺพินฺทติ มโนคือเข้าไปถึงภวาสวะ ถึงภพ เข้าไปทำลายพญามาร นั่นแหละมารมันอยู่ตรงนั้น พญามาร อวิชชามันอยู่ที่ตรงนั้น

แล้วอยู่อย่างไร

หลวงปู่มั่นบอก บ้านของกิเลสคือฐีติจิตไง กิเลสมันอยู่ที่ฐีติจิต จิตเดิมแท้น่ะ

หลวงปู่มั่นบอกไว้ในมุตโตทัย

ไอ้เราเคยเห็นไหม ไอ้เราปฏิบัติบูชากิเลสไง เชื่อฟังนะ เชื่อฟังกิเลสนะ กิเลสมันปากหวานไง ธรรมะเลยพกลมไง ลมปากไง ว่างเปล่าไง ปฏิบัติพอเป็นพิธี ปฏิบัติด้วยพิธีปฏิบัติ เพราะมาบวชเป็นพระ มันก็พิธีบวชเป็นพระ แล้วพระจริงอยู่ไหนวะ พระแท้ๆ อยู่ไหน

พระแท้ๆ เขาบวชฐีติจิต เขาบวชใจของเขา ถ้าบวชใจของเขาแล้ว มันจะเห็นทันทีเลยนะ ข้อวัตรปฏิบัติ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาบอกถึงวิธีการปฏิบัติ พิธีกรรม แล้วเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นความจริง แล้วถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา นั่นแหละพระพุทธเจ้าห้ามไว้ พระพุทธเจ้ายับยั้งไว้ ให้เราได้ฝึกหัด แล้วถ้ามีสติมันจะเห็นคุณค่า ถ้าสติมันเริ่มเป็นผลไง แล้วถ้าหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา เห็นไหม

นี่ไง สมาธิเป็นอย่างไร ว่างๆ ว่างอะไร

อารมณ์ทั้งนั้น สัญญาอารมณ์ทั้งนั้น

แล้วเวลาถ้าจิตมันสงบแล้วนะ ถ้าจิตสงบแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม

เห็นธรรมๆ เห็นธรรม ธรรมารมณ์ จิตสงบแล้วถ้ามันจับ จับอารมณ์ความรู้สึกของตนได้ สิ่งที่เป็นอารมณ์ อารมณ์มันเป็นรูป อารมณ์มันสำเร็จรูป

อารมณ์ ฟังกิเลสๆ มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกไง แล้วมันหยาบมาก ถ้ามันจับต้องได้ นี่มันเป็นการผิวเผินมากนะ ถ้าจับได้ จิตนอก

ถ้าจิตนอก จิตนอกมันประกอบไปด้วยอะไร อารมณ์มันจับของมันได้ รูปก็อารมณ์นี่ไง อารมณ์มันมีอะไรล่ะ มีเวทนา มีสุข มีทุกข์ มีเฉยๆ อารมณ์อันนั้นเรารู้ว่าเป็นอารมณ์ได้ไง เพราะอะไร เพราะมันมีสัญญา สัญญาคือเครื่องหมายรู้ รู้โดยสมมุติ สมมุติในภาษาใด น้ำ เรียกกันไปแต่ละภาษา มันก็คือน้ำ ก็คือสัญญา สังขารมันปรุงมันแต่ง ปรุงแต่ง ปรุงแต่งคือมันจะขยับ แล้ววิญญาณรับรู้ในขันธ์ ๕ ล่ะ นี่ถ้าจับได้ มันเป็นเรื่องของขันธ์

แต่ถ้าภาวนาไม่เป็น ขันธ์อะไร ขันอาบน้ำเหรอ หรือไก่ขัน ขันตรงไหน มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกไปหมดน่ะ อารมณ์ความรู้สึกนี้มันเป็นเรื่องโลกนะ แล้วเท่าทันอารมณ์นะ โอ๋ย! กิเลสมันโกหก แล้วผู้ที่ประพฤติปฏิบัติว่างเปล่า มีแต่ลมปาก มีแต่ลมปาก ความจริงมันไม่มี ถ้าความจริงมี มันสะดุด

เราจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ถ้ามันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วเห็นโทษของมัน ถ้าเราเห็นโทษของมัน เราจะทำอย่างนั้นไหม ถ้าเราทำอย่างนั้น คือมันเป็นช่องทางของกิเลสไง ทำอย่างนั้นไง ก็ฝืนธรรมของพระพุทธเจ้าไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้าม ห้าม ห้าม ห้ามเพราะอะไร ห้ามเพราะไฟมันร้อนจัด มันก็ร้อน ถ้าจิตมันหลง มันหลงอยู่แล้ว แล้วไปเสริมมันโดยความพอใจ นี่ฟังกิเลสไง กิเลสมันปากหวานไง มันเป็นลมปากไง ลมปาก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

สติ สติได้ฝึกหัดขึ้นมา ถ้าเราผิดพลาดมากน้อยขนาดไหน เพราะเราพลั้งเผลอ เราจะฝึกหัดระลึกรู้ ระลึกรู้ขึ้นมาแล้วฝึกหัดให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เห็นไหม สติ คำบริกรรม

เวลาทำให้มันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา แล้วถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันว่างเปล่าที่ไหนล่ะ

สติ ทำไมเราฝึกหัดระลึกรู้ ทำไมมันหยุดคิดได้ล่ะ ทำไมมีสติสัมปชัญญะขึ้นมาล่ะ

ไอ้แต่ก่อนหน้านั้นน่ะ ปล่อยปละละเลย เหลวไหล ปากหวาน ให้กิเลสมันชักจูงไป แล้วก็ปากหวานแล้วยังปากพล่อยอีกต่างหากนะ บรรลุธรรมๆ

บรรลุอะไรของมึงวะ อะไรบรรลุธรรม บรรลุธรรมมันปากหวาน มันแจ้วๆๆ มันพูดคำเหมือนกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่พระปฏิบัติ

ถ้าพระปฏิบัติเขามีสติ เขามีคำบริกรรมของเขา เขาใช้ปัญญาอบรมสมาธิของเขา ถ้าเขาใช้ขึ้นมา มันไม่ใช่ว่างเปล่า มันมีสติยับยั้ง ยับยั้งไม่ให้กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายหัวใจของเรา มันยับยั้งได้ มันหยุดได้ หยุดคิดน่ะ

ถ้ามันหยุดของมันได้ ถ้าหยุดคิดแล้วทำอะไรต่อ หยุดคิดแล้วบรรลุธรรมหรือ

หยุดคิดนะ ไฟฟ้าไฟดับ ดับแล้วได้อะไรขึ้นมา ดับแล้วเครื่องไฟฟ้ามันก็ดับหมดไง เพราะไฟมันดับไง แต่ถ้าเดี๋ยวไฟมันมา มันก็ติดอีกแล้ว

หยุดคิด หยุดคิดแล้วได้อะไร

หยุดคิดมันก็เป็นกิริยาหนึ่งของจิตไง

อารมณ์ความรู้สึกที่มันเร่ามันร้อน คนมันทุกข์มันยากของมัน เวลามันทุกข์มันยาก เวลามันทุกข์ใหม่ๆ ทุกข์เจียนตาย ทุกข์ บอกว่า ถ้าทุกข์อย่างนี้ต้องตายแน่ๆ เลย ถ้าทุกข์ต้องตายๆ แน่ๆ เลย พอวันเวลาผ่านไป ทุกข์มันหายไปแล้ว

นี่ไง สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สิ่งใดเป็นอนิจจัง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ทุกข์เดี๋ยวก็เกิดขึ้น ทุกข์เดี๋ยวก็ดับไป ทุกข์ก็จางไป แต่เพราะฟังกิเลส มันเลยไม่เห็นสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่เห็นสิ่งใด มันไม่มีการกระทำ มันก็เลยเป็นความว่างเปล่า โมฆบุรุษไง ว่างเปล่าจากการประพฤติปฏิบัติ เป็นโมฆะ

เป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา เราไม่ทำด้วยความเป็นโมฆะ เราจะทำขึ้นมาให้มันเป็นสมบัติของเรา ถ้าเป็นสมบัติของเรา มันจะทุกข์มันจะยากมากน้อยขนาดไหน มันก็เป็นบุญอำนาจวาสนาของเรา นี่อยู่ที่อำนาจวาสนา

อยู่ที่อำนาจวาสนา แล้วอำนาจวาสนามันเกิดมาจากไหน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย นั่นคืออำนาจวาสนาที่สร้างสมบุญญาธิการต่อเนื่องมา

เราเกิดเป็นมนุษย์ๆ เราต้องมีมนุษย์สมบัติ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ แล้วการเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าศึกษา ถ้ามีอำนาจวาสนาบวชเป็นพระ แล้วถ้าเป็นพระปฏิบัติขึ้นมา เวลาจะปฏิบัติขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เราฝึกหัดปฏิบัตินั้นก็คือการสร้างวาสนา

ทำทานร้อยหนพันหนไม่เท่ากับถือศีลบริสุทธิ์หนหนึ่ง ถือศีลบริสุทธิ์ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับความทำความสงบของใจได้หนหนึ่ง ทำความสงบของใจได้ร้อยหนพันหนไม่เท่ากับเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมาหนหนึ่ง

คำว่า หนหนึ่งๆ” เห็นไหม

แต่เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ภาวนามยปัญญาเกิดแล้วเกิดเล่า เกิดขึ้นมา ถ้ามันเห็นกิเลส มันรู้จักกิเลส มันไม่ฟังกิเลส เพราะกิเลสนี่แหละมันทำให้เราทุกข์เรายาก เพราะกิเลสนี้ทำให้เราพลั้งเผลอ เพราะกิเลสนี้ทำให้เราขี้เกียจขี้คร้าน เพราะกิเลสนี้ทำให้เราล้มลุกคลุกคลาน เพราะกิเลสนี้ เพราะกิเลสนี้

แล้วกิเลสใคร

ก็กิเลสของใจดวงนั้นไง

แต่ถ้าฟังกิเลส มันส่งออกหมดเลย กิเลสมันตีปีกเลยนะ มันยิ้มแย้มแจ่มใสเลยว่า เออ! สบายแล้ว ไปหมดแล้ว

ไป ไปฟังกิเลส ให้กิเลสมันจูงไปไง พอฟังกิเลส ปากหวานไง โป้ปดมดเท็จไง แล้วซับซ้อนด้วย ก็ทำเหมือนกัน ก็ปฏิบัติเหมือนกัน ทำไมจะไม่เหมือนกัน ก็ปฏิบัติแล้วมันก็เป็นอย่างนั้น มันก็เป็นของมันไง

เกิดทิฏฐิมานะ เกิดการฟาดงวงฟาดงาไง เกิดว่ามันเป็นธรรมไง ธรรมพกลม กิเลสโกหก ธรรมะพกลม ลมปากว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นสัญญา เป็นความจำทั้งสิ้น

แล้วความจำๆ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ความจำๆ สุตมยปัญญา ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นความจำ พอจำแล้วก็จินตนาการ พอจินตนาการ จินตมยปัญญา จินตนาการแก้กิเลสไม่ได้ เวลาเกิดภาวนามยปัญญายังล้มลุกคลุกคลานเลย แล้วเวลาว่า ธรรมก็เหมือนกัน ปฏิบัติก็เหมือนกัน รู้เหมือนกัน ทำไมจะไม่บรรลุธรรม

ฟังธรรมกิเลสไง กิเลสมันฟาดงวงฟาดงานะ

เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า กิเลสเปรียบเหมือนช้างสารที่มันตกมัน

ช้างสารที่ตกมัน เห็นไหม สัตวแพทย์ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาสัตว์ ถ้ามันตกมัน ไม่มีวิธีการแก้ไขเลย ต้องควบคุมเท่านั้น ตกมันนะ จับมัดกับต้นไม้เลย ถ้ามันตกมัน เอาช้าง ๒ ตัวเข้าประกบมัน ต้องประกบมันไว้ มันไม่รู้สึกตัว แล้วมันฟาดงวงฟาดงาตลอดไป

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง กิเลสในหัวใจของคนเปรียบเหมือนช้างสารที่ตกมัน มันฟาดงวงฟาดงา เอาไม่อยู่หรอก เอาไม่ได้หรอก

ฉะนั้น เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงมีข้อวัตรปฏิบัติ กิจของสงฆ์ๆ ไง ในเมื่อเอ็งเป็นสงฆ์ มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วมาบวชเป็นพระมีศีล ๒๒๗ มีศีลมีธรรม มีข้อวัตรปฏิบัติ นั่นน่ะอาวุธที่ให้เอ็งฝึกหัดเพื่อจะเข้าไปเห็นไอ้ช้างตัวนั้นน่ะ ไอ้ช้างที่มันตกมันน่ะ ที่มันตกมันฟาดงวงฟาดงาเพราะฟังกิเลสน่ะ

กิเลสมันฟาดงวงฟาดงาแล้ว ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ อะไรก็ผิดไปหมด

ผิดอยู่แล้ว ผิดล้านเปอร์เซ็นต์ ผิดหมด เพราะทำโดยอวิชชาจะถูกได้อย่างไร อวิชชาคือความไม่รู้ แล้วเอ็งประพฤติปฏิบัติรู้อะไร ก็ปฏิบัติด้วยความไม่รู้ แล้วไม่รู้แล้วศึกษาพระพุทธศาสนาไง

แต่เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ท่านประพฤติปฏิบัติผ่านไปแล้ว หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านนิพพานไปแล้ว สรีระของท่านเผาแล้วกลายเป็นพระธาตุทั้งหมด

ผู้รู้ ผู้รู้เขามี คนรู้เขามี แล้วคนรู้เขาวางข้อวัตรปฏิบัติไว้

แล้วเราปฏิบัติโดยไม่รู้ ปฏิบัติเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ทำไมมันจะไม่เหมือนกัน

จินตนาการ เห็นไหม แก้กิเลสไม่ได้ แล้วหน้าด้าน จินตนาการไปแล้วก็ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเหมือนกัน แต่เวลาครูบาอาจารย์เราไม่เหมือน ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง มันต้องมีเหตุมีผล

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ

เอ็งจะบรรลุธรรมอย่างไรก็เรื่องของเอ็ง เพราะว่ากิเลสโกหก ธรรมะเอ็งก็พกลม ลมปาก ปากหวาน ว่างเปล่า แล้วบรรลุอย่างไร จะบรรลุอะไรมันเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล ใครจะโง่ ใครจะฉลาด มันเป็นเรื่องอำนาจวาสนาของคน

ถ้าคนที่เขาฉลาด เขาพยายามตรวจสอบ คนที่ฉลาด ฉลาดขึ้นมา เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาไง เราเป็นชาวพุทธ เป็นผู้ที่ฉลาด ฉลาดเพราะอะไร

เพราะพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอริยสัจ สอนเรื่องสัจจะ สอนเรื่องความจริง พระพุทธศาสนาแจงถึงวัฏฏะ ตั้งแต่พรหมอนาคามีลงมาเลย แล้วก็พรหมสามัญชน แล้วเทวดา แล้วมนุษย์ แล้วสัตว์นรก นรกอเวจี

เทวทัต ขึงขัง ฟังกิเลสไง จะปกครองสงฆ์ จะควบคุมดูแลแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อนุญาต

อนุญาตได้อย่างไร ก็คนมันไม่รู้ อนุญาตได้อย่างไรในเมื่อถ้ามันเป็นพญามาร ถ้าอนุญาตเทวทัต เทวทัตก็พาออกอภิญญาหมดเลย เพราะอะไร เพราะเทวทัตทำอภิญญาได้ แต่ไม่เข้าสู่อริยสัจ ฟังกิเลสไง กิเลสมันซับซ้อน มันฟาดงวงฟาดงา

ถ้าให้เทวทัตปกครอง เทวทัตก็ให้ทำฌานสมาบัติ เทวทัตก็ให้น้อมไปให้แสดงฤทธิ์แสดงเดช

แล้วกิเลสมันอยู่ไหนวะ ไร้สาระ

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อนุญาต

มันอนุญาตได้อย่างไร

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เบื้องซ้ายเบื้องขวาเป็นเสนาบดีแห่งธรรม มีปัญญา มีแตกฉาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมอย่างไร เขาไปถามพระสารีบุตร พระสารีบุตรก็พูดอย่างนั้น เวลาพระสารีบุตรแสดงธรรม เขาไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าเราแสดงธรรม เราก็แสดงแบบพระสารีบุตรนั่นแหละ

เวลาไปหาพระโมคคัลลานะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเมตตาธรรม ไปโปรดพระมารดาบนสวรรค์ เวลาพระโมคคัลลานะไปสวรรค์ ไปนรกมา ก็มารายงานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่ผู้ที่มีฤทธิ์มีเดชๆ ทั้งเสนาบดีแห่งธรรม ทั้งผู้ที่มีฤทธิ์มีเดช ก็ได้ชำระล้างอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามารในหัวใจของเสนาบดีแห่งธรรมและผู้ที่มีฤทธิ์หมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เป็นฤทธิ์และสิ่งที่ปัญญา มันถึงเป็นธรรม เป็นธรรมเพราะไม่มีกิเลส ไม่ฟังกิเลส ไม่ให้กิเลสมันยุมันแหย่ ไม่ให้กิเลสมันฟาดงวงฟาดงาว่า พวกเอ็ง พวกข้า พวกถูก พวกผิดไง

เพราะคนมันผิดหมดแล้ว มันเกิดมาด้วยอวิชชา เกิดมาด้วยมาร มารมันครอบงำมาหมดแล้ว แต่ใครมีวาสนามากน้อยขนาดไหน แล้วถ้าฟังธรรมๆ แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นแก่นสาร ให้เป็นประโยชน์กับบุคคลคนนั้น ให้เป็นประโยชน์กับหัวใจดวงนั้น

ฟังธรรมๆ เห็นไหม เมตตาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง มันถึงเป็นประโยชน์กับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา

แต่ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ถ้าปฏิบัติไปๆ มันปฏิบัติไปเป็นอภิญญาอย่างนี้ อย่างเทวทัต แล้วพอคิดทำสังฆเภทไง ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อนุญาต ฉันก็จะปกครองของฉันเอง ฉันจะลงอุโบสถของฉันเอง คิดทำสังฆเภท จบครับ อภิญญาหมดเลย เสื่อมหมด ทำสิ่งใดไม่ได้เลย ตกนรกอเวจีไปไง นี่พูดถึงว่าถ้าเห็นผิดไง

ฟังกิเลสๆ ถึงที่สุดแล้วมันชักลากไป มันฟาดงวงฟาดงา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เป็นธรรม

เพราะเอ็งไม่มีธรรมไง ถ้าเอ็งมีธรรมนะ โอ้โฮ!

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ ข้อวัตรปฏิบัติ กิจของสงฆ์ๆ เอาไว้คัดค้าน ขัดแย้งกับกิเลสในหัวใจของบุคคลคนนั้นบ้าง

ถ้าไม่มีข้อวัตรปฏิบัติมันไม่มีสิ่งใดขัดแย้ง คัดค้าน ให้ต่อต้านกิเลส ฟังกิเลส กิเลสก็ชักจูงไป

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมมันก็เป็นยาขม ฟังธรรมๆ มันก็อึดอัดขัดข้อง “ก็ปฏิบัติเหมือนกัน ก็ทำเหมือนกัน มันต้องเป็นธรรมเหมือนกัน”

ไอ้นั่นมันเป็นสามัญสำนึกของกิเลส

ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไง คนเราเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่มันคิดได้โดยสัจจะโดยความจริง ขันธ์ ๕ นี้เป็นบัญญัติ แต่โดยบัญญัติก็เป็นข้อเท็จจริง มนุษย์ทุกคน ความรู้สึกทุกคน มันมีเหมือนกันหมด แต่ถ้าคนไม่มีอำนาจวาสนา มันเท่าทันอารมณ์ เท่าความคิดเท่านั้น แต่ความคิดๆ เพราะมันไม่เห็นกิเลสไง

ถ้ามันเห็นกิเลสขึ้นมา ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ไม่ใช่ธรรมพกลม ไม่ใช่มีแต่ลมปาก ไม่ใช่ว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน

สติมันก็เป็นสติจริงๆ นะ มันเป็นชิ้นเป็นอันเพราะอะไร เพราะสติทำให้เราทำข้อวัตรก็ได้ ทำให้เราทำสิ่งใดมันก็ภูมิใจ ทำสิ่งใด อ้าว! เราเป็นสงฆ์ เราเป็นลูกศิษย์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราเกิดกึ่งกลางพระพุทธศาสนา

ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ เจริญขึ้นมาด้วยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านศึกษาค้นคว้า ท่านมีการกระทำโดยอุกฤษฏ์วิกฤติในหัวใจของท่าน ท่านถึงเห็นกิเลส ท่านถึงได้ชำระล้างมาเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นมา บุคคล ๔ คู่ เวลาชำระล้างขึ้นมา ท่านถึงเห็นเล่ห์กลของมัน มันพลิกแพลงขนาดไหน

เวลาเท่าทันมัน เท่าทันมันด้วยอะไร

เท่าทันมันด้วยมรรค ๘ เท่าทันมันด้วยสติชอบ ปัญญาชอบ ความชอบธรรม เท่าทันมันแล้ว ถ้ารู้เห็นมัน มันพิจารณาอย่างไร พิจารณาแล้ว ปัญญาที่มันเกิด มันเกิดอย่างไร มันไม่ใช่ธรรมะพกลมไง

มีแต่ลมปาก ปฏิบัติเหมือนกัน ทำเหมือนกัน มันไม่เหมือนกันได้อย่างไร

พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์ เป็นเพราะอะไรล่ะ ทำไมไม่เหมือนกันล่ะ เพราะเขาสร้างสมของเขามา

มีคนไปถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มันเป็นเรื่องแปลกประหลาด ทำไมเขาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวถึงเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาได้ล่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ไม่ใช่อย่างนั้น เขาปฏิบัติมาตั้งอดีตชาติ สละชีวิตมา ปฏิบัติมา สละตายๆ มาหลายชาติ เขาทุกข์เขายาก เขาเกิดตายมาหลายภพหลายชาติด้วยการประพฤติปฏิบัติ เขาสร้างสมของเขามาด้วยความเหมาะสม มาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย

แล้วเราล่ะ เราฟัง เย ธมฺมาฯ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ชาวพุทธท่องเป็นคติประจำหัวใจเลย แต่พระสารีบุตรไปฟังพระอัสสชิพูดครั้งแรก บรรลุธรรมเป็นโสดาบันเลย

นี่ก็วาสนาของเขา เขาฟังหนเดียวเขาเป็นพระโสดาบันนะ ไปบอกพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะก็ได้โสดาบัน อบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ลูกหา ๕๐๐ เป็นโสดาบันหมดเลย ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการลูกศิษย์ลูกหาเป็นพระอรหันต์หมดเลย เหลือแต่พระสารีบุตรพระโมคคัลลานะยังไม่ได้ เวลาเทศนาว่าการ ๗ วัน พระโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ ๑๔ วัน พระสารีบุตรถึงเป็นพระอรหันต์

นี่มันเท่ากันตรงไหน มันอยู่ที่ปัญญากว้างขวาง ปัญญาคับแคบ ปัญญาของคนมีปัญญา ถ้าเท่าทันมันก็ชำระล้างกิเลสได้

ไอ้นี่ “มันทำเหมือนกัน ทำเท่ากัน ทำไมมันจะไม่เหมือนกัน”

มันเหมือนกิเลส กิเลสเหมือนกัน

ก็เราเกิดมาจากอวิชชาไง เพราะการเกิดเป็นมนุษย์ไง การเกิดเป็นมนุษย์มันยังแบ่งออกไปอีก เกิดเป็นมนุษย์แล้วศรัทธาไม่ศรัทธา เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ในปัจจุบันนี้วัยรุ่นมากมายเลย ไม่นับถือศาสนาใดๆ นับถือวิทยาศาสตร์ โอ้โฮ! เก่งมาก ยอดเยี่ยม

ฟังกิเลส เพราะมันเห็นด้วยตาไง มันเห็นความเจริญของสังคม เห็นความเจริญของเทคโนโลยีไง ไอ้เทคโนโลยีมันทำให้โลกร้อนนะ มันทำให้ชีวิตวุ่นวายมาก แต่เดิมเราอยู่กันกระต๊อบห้องหอ อะไรเราก็อยู่ได้ สภาวะแวดล้อม โอ้โฮ! มีความสุขมาก เดี๋ยวนี้ไปไหนมีแต่ขยะ เพราะเทคโนโลยีไง

ไม่นับถือศาสนาใดๆ เลย นับถือวิทยาศาสตร์

แต่ของเรานะ เรานับถือพระพุทธศาสนา เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย พระสงฆ์ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ธรรมะอันนั้นน่ะกิเลสมันหวาดกลัว

ศึกษาๆ แล้ว ศึกษามันเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นความจำ ไม่ใช่ความจริงไง ถ้ามันเป็นความจำ มันก็ธรรมพกลมไง ลมปากไง ทำเหมือนกัน ปฏิบัติเหมือนกัน ต้องเหมือนกัน มันเป็นไปไม่ได้

พระอรหันต์มีประเภทเดียว ประเภทอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชา นี่เป็นพระอรหันต์ แต่พระอรหันต์แตกต่างกันหลากหลาย

พระอรหันต์มีประเภทเดียว บุคคล ๔ คู่ อริยสัจหนึ่งเดียว มรรค ๔ ผล ๔ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล บุคคล ๔ คู่ มรรค ๔ ผล ๔

ฉะนั้น โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค มันยังไม่เหมือนกันเลย มันเหมือนได้อย่างไร กิเลสหยาบละเอียดแตกต่างกัน กิเลสลึกลับซับซ้อนแตกต่างกัน

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านได้ปฏิบัติมาแล้ว ท่านชำระล้างกิเลส ท่านทำลายกิเลสสิ้นไปในหัวใจของท่านแล้ว ท่านถึงวางข้อวัตรปฏิบัติคือแนวทาง แนวทางให้พวกเราได้ฝึกหัด แนวทางให้เราทำของเราขึ้นมาให้มันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจ ไม่ต้องโต้ ไม่ต้องเถียง ไม่ต้องแย้งกับใครทั้งสิ้น

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก

ไอ้ที่พยายามจะให้เขายอมรับ พยายามให้เขารับรู้น่ะ

ธรรมในหัวใจของท่าน มันไม่มีคุณค่าเลยหรือ

ถ้าธรรมในหัวใจของท่านไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมนะ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เป็นสงฆ์องค์แรกของโลก

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสถาปนาแต่งตั้งพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา สงฆ์ติเตียนเลยว่าทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตั้งพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา

นี่ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ไม่ใช่ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เขาได้สร้างอำนาจวาสนาบารมี

คือเขาได้สร้างอำนาจวาสนา คือได้ทำบุญกุศล ด้วยการกระทำปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เขาทำของเขามาด้วยเหตุด้วยผลสมบูรณ์แบบของเขา เขาถึงได้มาเกิดในพระพุทธศาสนา แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เขาถึงได้มา นี่เป็นสมบัติของเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เราไม่ได้เห็นแก่ตัว ไม่ได้แบ่งแยก แต่มันเป็นสมบัติของพระสารีบุตร สมบัติของพระโมคคัลลานะ

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม พระอรหันต์มากมายมหาศาล ประเภทเดียวเท่านั้น

 ฉะนั้น เวลาเราคิดโดยวิทยาศาสตร์ไง วัยรุ่นไง ไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น นับถือวิทยาศาสตร์ๆ

ก็พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นสงฆ์องค์แรก เวลาสงฆ์องค์แรก องค์แรกเทศนาว่าการเอาหลาน พระปุณณมันตานีบุตร เป็นพระอรหันต์องค์เดียวเท่านั้น แล้วพระอัญญาโกณฑัญญะอยู่ในป่าตลอด นี่ไง เพราะมันเป็นความสงบสุข นี่วิหารธรรม

วิหารธรรมของพระอัญญาโกณฑัญญะอยู่ในป่าในเขา ใช้ผ้าย้อมสีหิน ก็ใช้สีหินที่พระกรรมฐานเราใช้กันอยู่นี่ไง จีวรผ้าย้อมด้วยสีหิน อยู่ในป่าในเขาด้วยวิมุตติสุข ด้วยความสุข โอ้โฮ! มันมีความสุข ความสุขที่โลกนี้ไม่มี จนใกล้หมดอายุขัยถึงได้มาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะเข้าสู่ปรินิพพาน เวลามาลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระไม่รู้จักสงฆ์องค์แรกของโลก เป็นพี่ใหญ่

เพราะอำนาจวาสนาของท่านไง แล้วท่านมีความสุขของท่าน เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วมันจบไง เป็นพระอรหันต์จะมีอะไรจะต้องทำให้มันมากขึ้นกว่าความเป็นพระอรหันต์อีกล่ะ

นี้ก็เหมือนกัน เวลาปฏิบัติแล้วเหมือนกัน ทำแล้วทำไมจะบรรลุธรรมไม่ได้

ธรรมทั้งหลายมันมาแต่เหตุ มันมีเหตุ มีข้อเท็จจริงไหม ธรรมพกลม ลมปาก ฟังกิเลส กิเลสมันปากหวาน มันปากหวาน มันเป็นลมปาก นี่มันลมปาก

แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมนะ แสดงธัมมจักฯ เทฺวเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนไม่ควรเสพ เวลาทางสายกลางในพระพุทธศาสนา พระอัญญาโกณฑัญญะไง ตั้งสติ แล้วศึกษา แล้วฝึกหัด ใช้ปัญญาขึ้นในขณะนั้นไง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ด้วยมรรค ๘ ไง

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ

มันเกิดจักขุญาณ เกิดสติ เกิดปัญญา เกิดจักขุญาณ เกิดจิตที่รู้ที่เห็นตามความเป็นจริงไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นท่ามกลางหัวใจ

เวลามันเกิดขึ้นไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เกิดมรรค เกิดธรรมจักร เกิดจักร เกิดสัจจญาณ เกิดกิจจญาณ เกิดอาการ ๑๒ ถ้าไม่มีอาการที่การกระทำ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เปล่งอุทานว่า “อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” รู้เพราะมันมีการกระทำ เห็นไหม

มันไม่ใช่ปากหวาน มีแต่ลมปาก มีแต่ธรรมพกลม มีแต่ลม ไม่มีข้อเท็จจริง

แล้วทำเหมือนกัน ทำไมไม่เหมือนกัน

ไม่เหมือน ไม่เหมือน เพราะปัญจักวัคคีย์ทั้ง ๕ มีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวเท่านั้น เพราะมีข้อเท็จจริง อีก ๔ ยังไม่ได้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงธรรมจนอีก ๔ นั้นเป็นพระโสดาบันด้วยกันทั้งสิ้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงอนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์มา ๕ องค์ ไปได้ยสะอีก ๕๕

๖๐ พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์

บ่วงที่เป็นโลกไง บ่วงที่เป็นโลกก็โลกียะไง เรื่องโลกไง เรื่องโลกธรรม ๘ นี่ไง เรื่องโลกๆ ถ้ามันเป็นธรรมๆ มันจะไปติดบ่วงที่เป็นโลกนี้ได้อย่างไร

ก็มันธรรมพกลม ลมปากไง กิเลสเต็มหัวใจ แต่ปากหวานนะ ลูกศิษย์กรรมฐานนะ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นองค์สุดท้าย พยายามสร้างตัวสร้างตนขึ้นมา แต่มันเป็นลมปาก ธรรมพกลม

แต่ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ อย่าไปซ้อนทางกัน

บ่วงที่เป็นทิพย์ ตั้งแต่พรหมลงมา วัฏฏะมันไม่ทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร พระอรหันต์น่ะ พระอรหันต์ ผลของวัฏฏะๆ คือเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา วิวัฏฏะพ้นจากวัฏฏะไป

พิจารณาไป บุคคลคู่ที่ ๑ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อีก ๗ ชาติ

วัฏฏะไหม

เวลาพิจารณาไป กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง บุคคลคู่ที่ ๒ โลกนี้ราบหมดเลย

ราบอย่างไร อะไรราบล่ะ โลกราบหรือ ที่ราบสูง ที่ราบต่ำ ราบตรงไหน ดาวอังคารใช่ไหม หัวใจเป็นอย่างไร ถ้ามันเข้าใจ วัฏฏะมันสั้นลง

เวลาพิจารณาบุคคลคู่ที่ ๓ เวลามันขาดนะ ไม่เกิดบนกามภพ ตั้งแต่เทวดาลงมารู้หมดเลย มันไม่รู้ได้อย่างไร

เวลากามภพ จิตนี้พ้นหมด นี่เวลาบุคคลคู่ที่ ๔ จบครับ

หลวงตาพระมหาบัวท่านเทศน์ไง อวกาศของจิต อวกาศของธรรม เอโก ธมฺโม ครอบ ๓ โลกธาตุ เพราะจิตมันเคยเกิดตั้งแต่พรหม จิตทุกดวง พรหม เทวดา กามภพ รูปภพ ๓ โลกธาตุ มันเคยเกิดเคยตายมาทั้งนั้น แล้วถ้าเวลามันสิ้นไป พ้นจากบ่วงที่เป็นโลก

บ่วงที่เป็นโลกก็นี่ ปฏิบัติเหมือนกัน ทำไมจะไม่เหมือนกัน พวกเรา พวกเขา นี่บ่วงที่เป็นโลก เรื่องโลกๆ เรื่องลาภสักการะ เรื่องโลกามิส มันเรื่องโลกๆ เรื่องของโลกมันก็อยู่กับโลกนะ

หลวงตาพระมหาบัว โครงการช่วยชาติฯ นี่เอาสมบัติของโลกช่วยโลก เงินทองที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากศรัทธาของมนุษย์ เกิดขึ้นจากศรัทธาของคนที่เขามีทรัพย์ แล้วเขาสละทรัพย์นั้นทำทอดผ้าป่า แล้วเขาเอาทรัพย์นั้นมากู้ชาติเพื่อโลก โลกามิสของโลก มันจะได้เป็นประโยชน์กับโลก ไม่ใช่ว่าแสวงหาเป็นสมบัติของตน ไม่มี พ้นจากบ่วงที่เป็นโลก

บ่วงที่เป็นทิพย์ จิตพ้นจากบ่วงที่เป็นทิพย์ก็ครอบ ๓ โลกธาตุไง อวกาศของจิต อวกาศของธรรม ครอบ ๓ โลกธาตุ จิตนี้ยิ่งใหญ่นัก เอโก ธมฺโม ธรรมอันเอก ครอบ ๓ โลกธาตุ

พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและพ้นจากบ่วงที่เป็นทิพย์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศเอง “ภิกษุทั้งหลาย เธอพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและพ้นจากบ่วงที่เป็นทิพย์ อย่าไปซ้อนทางกัน โลกเขาเร่าร้อนนัก”

เพราะเขาเชื่อกิเลส เขาฟังกิเลส กิเลสมันปากหวาน กิเลสมันมีแต่ลมปาก แล้วพวกที่ปฏิบัติก็เป็นธรรมพกลม มีแต่ลม ไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีสิ่งใดเป็นจริงไง

เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกเขาเร่าร้อนนัก

เขาต้องการพระที่พ้นจากบ่วงที่เป็นโลก ถึงจะได้ไม่แสวงหา ไม่หลอกลวง ไม่ชักใยสิ่งที่เป็นโลก

พ้นจากบ่วงที่เป็นทิพย์ ไม่สงสัยในวัฏฏะ ไม่สงสัยในการเกิดและการตาย

เกิด เกิดอย่างไร

เกิดในวัฏฏะ ผลของวัฏฏะ ก็เกิดเพราะมีเจ้าวัฏจักร มีพญามาร มีอวิชชาที่มาเกิดกันอยู่นี่ไง เกิดแล้วก็ประพฤติปฏิบัติโดยความไม่รู้ โดยพญามาร โดยการครอบงำของมาร โดยการย่ำยีของมาร มันก็เลยเป็นธรรมพกลมไง

ถ้าฟังธรรมๆๆ ฟังธรรมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิจของสงฆ์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ข้อวัตรปฏิบัติ มันเป็นเครื่องอยู่ของใจ พยายามฝึกหัดให้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีการกระทำ ให้เป็นสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิคือสมถกรรมฐาน สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้ง คือเอาจิตทำงาน จิตตภาวนา

จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เกิดเป็นคนมีกายกับใจ มีกายกับจิต เวลาฝึกหัดๆ ขึ้นมา เขาฝึกหัดด้วยแสวงหาจิตของตน ถ้าแสวงหาจิตของตน จิตตั้งมั่น จิตเป็นสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น จิตฝึกหัด จิตค้นคว้า ขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส

ไอ้พวกธรรมพกลมมันฟังกิเลส กิเลสปากหวาน มีแต่ลมปาก แล้วก็ว่างเปล่า

แต่เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา เกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านวางข้อวัตรปฏิบัติของท่านไว้ แล้วเราจะฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มีสติ พยายามฝึกหัดให้มันสงบระงับเข้ามาให้ได้ ถ้ามันสงบเข้ามาได้นะ มันเป็นสมถกรรมฐานไง

ถ้าสมถกรรมฐาน จิตตภาวนาๆ ไม่ใช่กิเลสภาวนา

กิเลสพาภาวนา ปฏิบัติเหมือนกัน ทำเท่ากัน ทำไมมันจะไม่เหมือนกัน พวกเราไม่ต้องมีอย่างนั้นก็ได้

ไม่มีอย่างนั้นมันก็ไม่เข้าอริยสัจไง เทวทัตจะปกครองสงฆ์ไง เทวทัตก็ชักนำไปอยู่นู่นไง แต่ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาไง เวลาเราฝึกหัด ถ้าจิตสงบระงับเข้ามาแล้ว ถ้าจิตตั้งมั่นคือชำนาญในวสี ชำนาญในการทำสมาธิ

สมาธิ ถ้ามันเป็นสมาธิเดี๋ยวก็เสื่อม อยู่ไม่ได้หรอก ถ้ามันอยู่ได้ต้องมีศีล ถ้าศีลปกติ มันจะอยู่ของมัน แล้วฝึกหัดชำนาญในวสี ชำนาญจนจิตตั้งมั่น

จิตไม่ตั้งมั่นจะไปรู้อะไร จิตตภาวนา จิตมันตั้งมั่นไม่ได้ จิตมันไม่มีฐาน จิตมันทำอะไรไม่ได้ มันจะทำอะไร แล้วถ้ามันทำของมัน ทำอะไรล่ะ

นี่ไง ฟังธรรม ฝึกหัด แล้วเห็นกิเลส จิตเห็นจิตไง จิตเห็นกิเลสไง จิตเห็นกิเลสมันใช้ภาวนามยปัญญา มันจะเกิดแล้ว

ปัญญามันเกิดอย่างไร เวลาเกิด ปัญญาอะไรเกิด

สัญญาทั้งนั้น ฟังกิเลส โวหาร ลมปาก พกลม ไม่มี

ถ้าเป็นจริงเป็นจัง จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ จิตเห็นกิเลส จิตตภาวนา เวลาจิตตภาวนานะ ภาวนา ฝึกหัดภาวนามยปัญญา โอ้โฮ! เวลาปัญญามันเกิด มันเร็ว มันพลิกมันแพลง มันไล่ต้อนกิเลส กิเลสหลบซ่อน กิเลสมันวิ่งหนี กิเลสมันวิ่งหางจุกตูดน่ะ

ปฏิบัติเหมือนกัน มันต้องเหมือนกันสิ

ไม่เหมือน เหมือนไม่ได้ เพราะปฏิบัติบูชากิเลส ไม่ใช่ปฏิบัติบูชาธรรม

ถ้าปฏิบัติบูชาธรรมนะ ฝึกหัดปฏิบัติ มันมหัศจรรย์ การเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ การฝึกหัดนั้น จิตที่จิตตภาวนาเกิดสัจธรรมในหัวใจ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ซื่อสัตย์สุจริต เคารพในธรรมวินัย นั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง